วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอน

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา 08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอน
บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

เวลา 8.30-12.30 น.



ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ(เด็กที่มีลักษณะบกพร่อง)

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
(Children with Speech and Language Disorders)

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
•เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
•ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน" กวาด ฟาด
•เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
•เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"
2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders)
•พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
•การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
•อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
•จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
•เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย
3. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)
•ความบกพร่องของระดับเสียง
•เสียงดังหรือค่อยเกินไป
•คุณภาพของเสียงไม่ดี

ความบกพร่องทางภาษา
หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)
•มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
•มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
•ไม่สามารถสร้างประโยคได้
•มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
•ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า
Dysphasia หรือ aphasia
•อ่านไม่ออก (alexia)
•เขียนไม่ได้ (agraphia )
•สะกดคำไม่ได้
•ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
•จำคำหรือประโยคไม่ได้
•ไม่เข้าใจคำสั่ง
•พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้
Gerstmann’s syndrome
ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
คำนวณไม่ได้ (acalculia)
เขียนไม่ได้ (agraphia)
อ่านไม่ออก (alexia)

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
•ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง
•ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
•ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
•หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
•ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
•หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
•มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
•ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
(Children with Physical and Health Impairments)
•เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
•อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
•เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
•มีปัญหาทางระบบประสาท
•มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

โรคลมชัก (Epilepsy)
•เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
•มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน

1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
•อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
•มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
•เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
•เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย

2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
•เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู

3.อาการชักแบบ (Partial Complex)
•มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
•เหม่อนิ่ง
•เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
•หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
•เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
•เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น

การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ในกรณีเด็กมีอาการชัก
•จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
•ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
•หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
•ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาหารออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
•จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
•ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ในปาก
•ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

ซี.พี. (Cerebral Palsy)

•การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
•การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน
1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
•spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
•spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
•spastic paraplegiaอัมพาตครึ่งท่อนบน
•spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว

2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง(athetoid , ataxia)
•athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
•ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน

3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
•เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว
•เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
•จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
บันทึกการเรียน ครั้งที่ 2
วันที่ 20 มกราคม 2560
เวลา 08.30 - 12.30 น.




ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง : เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)
พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน เรียนรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็ว ชอบถาม มีเหตุผลในการแก้ปัญหา จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ จะไม่ชอบฟัง แต่จะชอบเล่า
2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา : เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำว่าเกณฑ์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

- เด็กเรียนช้า IQ ประมาณ 71-90 สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้แต่ความสามารถในการเรียนจะล่าช้า
- เด็กบกพร่องทางติปัญญา แบ่งได้ 4 กลุ่ม คือ
1.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
2.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
3.เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
4.เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70

ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) : โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง
อาการ
- ศรีษะเล็กและแบน คอสั้น
- หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
- ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
- ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
- เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
- ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
- มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
- เส้นลายมือตัดขวาง นิ้งก้อยโค้งงอ
- ช่องระหว่างนิ้วที่ 1 และนิ้วที่ 2 กว้าง
- มีความผิดปกติในระบบต่างๆของร่างกาย
- บกพร่องทางสติปัญญาในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ร่างเริง เป็นมิตร
- มีปัญหาในการใช้ภาษาและคำพูด
- อวัยวะเพศเจริญเติบโตไม่เต็มทีทั้งเพศชายและเพศหญิง

การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
- การเจาะเลือดของมารดาขณะที่ตั้งครรภ์
- อัลตราซาวด์
- การตัดชิ้นเนื้อรก
- การเจาะน้ำคร่ำ

เด็กบกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired) ; เด็กที่มีความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยิน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.เด็กหูตึง : เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้โดยใช้เครื่องช่วยฟัง แบ่งได้ 4 กลุ่ม
- เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 เดซิเบล
2.เด็กหูหนวก : เด็กที่สูญเสียการได้ยินมาก ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น (Children with Visual Impairments) : เด็กที่มองไม่เห็นหรือเห็นเลือนราง เห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.เด็กตาบอด : มองไม่เห็นเลย มรสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาถึงบอดสนิท มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
2.เด็กตาบอดไม่สนิท : สายตาข้างดีอยู่ในระดับ 6/18 , 20/60 , 6/60 , 20/200 หรือน้อยกว่านั้น มีลานสายตาเฉลี่ยสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา


บันทึกการเรียนครั้งที่ 1

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560

เวลา 08.30-12.30 น.




เด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ Children with special needs
เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ คือ Early Childhood with special needs
1.ทางการแพทย์ เรียกว่า เด็กพิการ ซึ่งหมายถึง เด็กที่บกพร่องทางกาย สติปัญญา จิตใจ
2.ทางการศึกษา ให้ความหายเด็กพิเศษว่า เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะของตัวเอง

พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
พัฒนาการ : การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆรวมทั้งบุคคล สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ : เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน อาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้าน หรือทุกด้าน ซึ่งหากเป็นด้านหนึ่งอาจส่งผลให้อีกด้านหนึ่งล่าช้าด้วย

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
1.ปัจจัยด้านชีวภาพ
2.ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
3.ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
4.ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.พันธุกรรม
2.โรคของระบบประสาท
3.การติดเชื้อ
4.ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
6.สารเคมี
7.การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการขาดสารอาหาร
8.สาเหตุอื่นๆ

อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ : พัฒนาการล่าช้าอาจจะพบมากกว่า 1 ด้าน , ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไป

แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.การซักประวัติ
2.การตรวจร่างกาย
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ