วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560


บันทึกการเรียนครั้งที่ 18 

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.

สอบปลายภาค


บันทึกการเรียนครั้งที่ 17 

วันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.

สอบปลายภาค

บันทึกการเรียนครั้งที่ 16 

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.





เนื่อหา โปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program)

แผน IEP
แผนการศึกษาที่ร่างขึ้นเพื่อให้เด็กพิเศษแต่ละคนได้รับการสอน และการช่วยเหลือฟื้นฟูให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของเขาด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
โดยระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการใช้แผนและวิธีการวัดประเมินผลเด็ก

การเขียนแผน IEP

คัดแยกเด็กพิเศษ
ครูต้องรู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร
ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นระยะ จะทำให้ทราบว่าจะต้องเริ่มช่วยเหลือเด็กจากจุดไหน ในทักษะใด
เด็กสามารถทำอะไรได้ / เด็กไม่สามารถทำอะไรได้
แล้วจึงเริ่มเขียนแผน IEP
IEP ประกอบด้วย

ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก
ระบุว่าเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับบริการพิเศษอะไรบ้าง
การระบุความสามารถของเด็กในขณะปัจจุบัน
เป้าหมายระยะยาวประจำปี / ระยะสั้น
ระบุวัน เดือน ปี ที่เริ่มทำการสอน และคาดคะเนการสิ้นสุดของแผน
วิธีการประเมินผล
ประโยชน์ต่อเด็ก
ได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน
ได้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพของตน
ได้รับการศึกษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
ถ้าเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนจะไม่ถูกจัดเข้าชั้นเรียนเฉยๆ
ประโยชน์ต่อครู

เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความสามารถและความต้องการของเด็ก
เป็นแนวทางในการเลือกสื่อการสอนและวิธีการสอนให้เหมาะกับเด็ก
ปรับเปลี่ยนได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลงไป
เป็นแนวทางในการประเมินผลการเรียนและการเขียนรายงานพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็ก
ตรวจสอบและประเมินได้เป็นระยะ
ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง

ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการเรียนรายบุคคล เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความสามารถได้สูงสุดตามศักยภาพ
ทราบร่วมกับครูว่าจะฝึกลูกของตนอย่างไร
เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน
ขั้นตอนการจัดทำแผนการศึกษารายบุคคล
1. การรวบรวมข้อมูล
รายงานทางการแพทย์
รายงานการประเมินด้านต่างๆ
บันทึกจากผู้ปกครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง
2. การจัดทำแผน
ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง
กำหนดจุดมุ่งหมายระยะยาวและระยะสั้น
กำหนดโปรแกรมและกิจกรรม
จะต้องได้รับการรับรองแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดจุดมุ่งหมาย

ระยะยาว
ระยะสั้น
จุดมุ่งหมายระยะยาว

กำหนดให้ชัดเจน แม้จะกว้าง
น้องนุ่นช่วยเหลือตนเองได้
น้องดาวร่วมมือกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
น้องริวเข้ากับเพื่อนคนอื่นๆได้
จุดมุ่งหมายระยะสั้น

ตั้งให้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายหลัก
เป็นพฤติกรรมที่เด็กสามารถทำได้ในระยะ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์
จะสอนใคร
พฤติกรรมอะไร
เมื่อไหร่ ที่ไหน (ที่พฤติกรรมนั้นจะเกิด)
พฤติกรรมนั้นต้องดีขนาดไหน
ใคร
อะไร
เมื่อไหร่ / ที่ไหน
ดีขนาดไหน
3. การใช้แผน
เมื่อแผนเสร็จสมบูรณ์ ครูจะนำไปใช้โดยจะใช้แผนระยะสั้น
นำมาทำเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
แยกย่อยขั้นตอนการสอนให้เหมาะกับเด็ก
จัดเตรียมสื่อและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ต้องมีการสังเกตเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและความสามารถ โดยคำนึงถึงขั้นตอนพัฒนาการของเด็กปกติ
ตัวชี้วัดพื้นฐานที่เกี่ยวกับปัญหาของพัฒนาการเด็ก
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมของเด็กและผู้ใหญ่ที่มีผลต่อการแสดงออกของเด็ก
บันทึกการเรียนครั้งที่ 15

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560

เวลา 08.30-12.30 น.

"นักศึกษาไปเข้าค่ายฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือสำรอง"
ณ ค่ากฐิน กุยยกานนทท์ 
จังหวัดสมุทรปราการ

บันทึกการเรียนครั้งที่ 14 

วันศุกร์ ที่ 14 เมษายน 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.

งกการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นวันหยุดสงกรานต์


บันทึกการเรียนครั้งที่ 13

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560

เวลา 08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ติดธุระทางราชการ





บันทึกการเรียนครั้งที่ 12 

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอน

บันทึกการเรียนครั้งที่ 11 

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.





**ในสัปดาห์นี้ช่วงแรกจะเป็นการแจกคะแนนสอบกลางภาคให้แต่ละคน**


**จากนั้นก็จะเป็นการเรียนที่เกี่ยวกับเด็กพิเศษโดยจะเรียนเรื่อง การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ**

เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา

เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
เกิดผลดีในระยะยาว
เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน

2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม

การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living Training)
การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

3. การบำบัดทางเลือก

การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
การฝังเข็ม (Acupuncture)
การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)

"การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)"

การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
เครื่องโอภา (Communication Devices)
โปรแกรมปราศรัย
บทบาทของครู.

ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
1. ทักษะทางสังคม
2. ทักษะภาษา
3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน

บันทึกการเรียนครั้งที่ 10 

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม 2560

เวลาเรียน 08.30-12.30 น.



**ก่อนเริ่มการเรียนก็จะเป็นเป็นการสอบกลางภาคของวิชา การจัดประสบการณ์ การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย อาจารย์ใหห้เวลาสอบ 1 ชั่วโมง **

- เริ่มการเรียนการสอน "รูปแบบการจัดการศึกษา"

การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
"การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ"
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

1.การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)

การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้ 2.การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)

การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ*ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)*

การศึกษาสำหรับทุกคน
รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
"Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education, with provision of additional services needed by each individual"

"ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย"

ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
“สอนได้”
เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

**บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม**

ครูไม่ควรวินิจฉัย
ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
ครูทำอะไรบ้าง

สังเกตอย่างมีระบบ
การตรวจสอบ
ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
การบันทึกการสังเกต
การนับอย่างง่ายๆ
การบันทึกต่อเนื่อง
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
การตัดสินใจ


- อาจารย์ได้ให้นักศึกษาทุกคนวาดรูปดอกบัวจากรูปภาพที่อาจารย์ได้ให้ และให้นักศึกษาสังเกตดอกที่อาจารย์ให้วาดให้อย่างละเอียดและเมื่อวาดรูปลงสีเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ก็ได้ให้เราเขียนในสิ่งที่เห็นลงไปในรูปภาพของเรา


- อาจารย์ได้ให้ ดูวิดิโอรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่มีเด็กพิเศษไปแข่งตีขิมในรายการ น้องสามารถจำเพลงได้เยอะมากมายและการพูดคุยของน้องสามารถพูดคุยกับกรรมการได้อย่างน่าชื่นชม
บันทึกการเรียน ครั้งที่ 9

วันที่ 10 มีนาคม 2560

เวลา 08.30 - 12.30 น.



ความรู้ที่ได้รับ
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- ความวิตกกังวล (Anxiety) ทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
- ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
- ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
- ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
- ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
- กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษคนอื่น
- เอะอะและหยาบคาย
- หนีเรียน หนีออกจากบ้าน
- ใช้สารเสพติด
- หมกมุ่นเรื่องเพศ




ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
- จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
- ถูกสิ่งต่างๆรอบตัวดึงดูดความสนใจได้ตลอดเวลา
- งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ ไม่ฟังสิ่งที่คนอื่นพูด

สมาธิสั้น (Attention Deficit)
- มีอาการกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้
- พูดคุยตลอดเวลา เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
- มีทักษะการจัดการระดับต่ำ

การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
- หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
- เฉื่อยชา และมีลักษณะเหนื่อยตลอดเวลา
- ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)
- ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
- การอาเจียรโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
- การปฏิเสธที่จะรับประทาน
- รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
- โรคอ้วน (Obesity)
- ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimnation Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
- ขาดเหตุผลในการคิด
- อาการหลงผิด (Delusion)
- อาการประสาทหลอน (Hallucination)
- พฤติกรรมการทำร้ายตนเอง

สาเหตุ
- ปัจจัยทางชีวิภาพ
- ปัจจัยทางจิตสังคม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ปกติ
- รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
- เก็บกดอารมณ์
- แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดส่วนต่างๆของร่างกาย
- มีความหวาดกลัว

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความุรนแรงมาก
- เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorder)
- เด็กออทิสติก (Autistic)

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorder) หรือ ADHD : เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช 3 ประการ คือ 

1. Inattentiveness (สมาธิสั้น)
- ทำอะไรได้ไม่นาน ไม่มีสมาธิ
- ไม่สามารถจดจ่อกับงานได้
- มักใจลอย เหม่อลอย
- เล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นเรื่อยๆ
- เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
2. Hyperactivity (อยู่ไม่นิ่ง)
- ซน ไม่อยู่นิ่ง
- เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
- เหลียวซ้าย แลขวา
- ยุกยิก
- อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
- นั่งไม่ติดที่
- ชอบคุยเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
3. Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
- ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้
- ไม่อดทนต่อการรอคอย
- ไม่อยู่ในกติกา
- ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
- พูดโพล่ง
- ไม่รอให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

สาเหตุ
- ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
- ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัวอยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortax)
- พันธุกรรม
- สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
- สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกผิดวิธี แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิ

ยารักษาโรคสมาธิสั้นที่มีใช้ในประเทศไทย



เด็กพิการซ้ำซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
- เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก

จากนั้นอาจารย์ให้ดูคลิปกิจกรรมบำบัดเด็กสมาธิสั้น โดยกิจกรรมที่นำมาให้เด็กทำนั้นเด็กจะต้องทำได้
บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560

เวลา 08.30-12.30 น.




ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ(ลักษณะเด็กที่มีความบกพร่อง)

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)

•เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability)
•เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง

•ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ
หรือความบกพร่องทางร่างกาย

สาเหตุของ LD

•ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้
(เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)
•กรรมพันธุ์

1. ด้านการอ่าน (Reading Disorder)

•หนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
•อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน
•อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
•อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
•เดาคำเวลาอ่าน
•อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
•อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
•ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
•ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
•เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

2. ด้านการเขียน (Writing Disorder)

•เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
•เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
•เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน

•ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ
•เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
•เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น, ภ-ถ, ด-ค, พ-ผ, b-d, p-q, 6-9
•เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
•เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
•เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
•จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก
•สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
•เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
•เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
•ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

3. ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)
•ตัวเลขผิดลำดับ
•ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
•ไม่เข้าหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
•แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ
•ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด
•นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
•คำนวณบวกลบคูณหารโดยการนับนิ้ว
•จำสูตรคูณไม่ได้
•เขียนเลขกลับกันเช่น13เป็น31
•ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น
•ตีโจทย์เลขไม่ออก
•คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
•ไม่เข้าใจเรื่องเวลา

4. หลายๆ ด้านร่วมกัน
อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD
•แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก
•มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
•เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
•งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
•การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี
•สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
•เขียนตามแบบไม่ค่อยได้
•ทำงานช้า
•การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี
•ฟังคำสั่งสับสน
•คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
•ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน
•ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี
•ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา
•ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน


7. ออทิสติก (Autistic)

•หรือ ออทิซึ่ม (Autism)
•เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
•ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
•ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
•เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
•ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

ทักษะที่เด็กออทิสติกขาด
•ทักษะภาษา
•ทักษะทางสังคม
•ทักษะการเคลื่อนไหว
•ทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่

Autistic Savant

•กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (visual thinker) จะใช้การการคิดแบบอุปนัย (bottom up thinking)
•กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (music, math and memory thinker)
 จะใช้การคิดแบบนิรนัย (top down thinking)
บันทึกการเรียนครั้งที่ 7

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา 08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค
บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา 08.30-12.30 น.




ความรู้ที่ได้รับ

ศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนเกษมพิทยา



บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอน

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

เวลา 08.30-12.30 น.

งดการเรียนการสอน
บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

เวลา 8.30-12.30 น.



ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ(เด็กที่มีลักษณะบกพร่อง)

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
(Children with Speech and Language Disorders)

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
•เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
•ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน" กวาด ฟาด
•เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
•เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"
2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders)
•พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
•การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
•อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
•จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
•เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย
3. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)
•ความบกพร่องของระดับเสียง
•เสียงดังหรือค่อยเกินไป
•คุณภาพของเสียงไม่ดี

ความบกพร่องทางภาษา
หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)
•มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
•มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
•ไม่สามารถสร้างประโยคได้
•มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
•ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า
Dysphasia หรือ aphasia
•อ่านไม่ออก (alexia)
•เขียนไม่ได้ (agraphia )
•สะกดคำไม่ได้
•ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
•จำคำหรือประโยคไม่ได้
•ไม่เข้าใจคำสั่ง
•พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้
Gerstmann’s syndrome
ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
คำนวณไม่ได้ (acalculia)
เขียนไม่ได้ (agraphia)
อ่านไม่ออก (alexia)

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
•ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง
•ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
•ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
•หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
•ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
•หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
•มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
•ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
(Children with Physical and Health Impairments)
•เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
•อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
•เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
•มีปัญหาทางระบบประสาท
•มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

โรคลมชัก (Epilepsy)
•เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
•มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน

1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
•อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
•มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
•เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
•เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย

2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
•เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู

3.อาการชักแบบ (Partial Complex)
•มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
•เหม่อนิ่ง
•เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
•หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
•เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
•เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น

การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ในกรณีเด็กมีอาการชัก
•จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
•ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
•หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
•ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาหารออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
•จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
•ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ในปาก
•ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

ซี.พี. (Cerebral Palsy)

•การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
•การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน
1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
•spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
•spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
•spastic paraplegiaอัมพาตครึ่งท่อนบน
•spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว

2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง(athetoid , ataxia)
•athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
•ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน

3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
•เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว
•เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
•จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
บันทึกการเรียน ครั้งที่ 2
วันที่ 20 มกราคม 2560
เวลา 08.30 - 12.30 น.




ความรู้ที่ได้รับ
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง : เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)
พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน เรียนรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็ว ชอบถาม มีเหตุผลในการแก้ปัญหา จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ จะไม่ชอบฟัง แต่จะชอบเล่า
2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา : เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำว่าเกณฑ์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

- เด็กเรียนช้า IQ ประมาณ 71-90 สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้แต่ความสามารถในการเรียนจะล่าช้า
- เด็กบกพร่องทางติปัญญา แบ่งได้ 4 กลุ่ม คือ
1.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
2.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
3.เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
4.เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70

ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) : โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง
อาการ
- ศรีษะเล็กและแบน คอสั้น
- หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
- ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
- ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
- เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
- ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
- มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
- เส้นลายมือตัดขวาง นิ้งก้อยโค้งงอ
- ช่องระหว่างนิ้วที่ 1 และนิ้วที่ 2 กว้าง
- มีความผิดปกติในระบบต่างๆของร่างกาย
- บกพร่องทางสติปัญญาในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ร่างเริง เป็นมิตร
- มีปัญหาในการใช้ภาษาและคำพูด
- อวัยวะเพศเจริญเติบโตไม่เต็มทีทั้งเพศชายและเพศหญิง

การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
- การเจาะเลือดของมารดาขณะที่ตั้งครรภ์
- อัลตราซาวด์
- การตัดชิ้นเนื้อรก
- การเจาะน้ำคร่ำ

เด็กบกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired) ; เด็กที่มีความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยิน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.เด็กหูตึง : เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้โดยใช้เครื่องช่วยฟัง แบ่งได้ 4 กลุ่ม
- เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 เดซิเบล
- เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 เดซิเบล
2.เด็กหูหนวก : เด็กที่สูญเสียการได้ยินมาก ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น (Children with Visual Impairments) : เด็กที่มองไม่เห็นหรือเห็นเลือนราง เห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.เด็กตาบอด : มองไม่เห็นเลย มรสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาถึงบอดสนิท มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
2.เด็กตาบอดไม่สนิท : สายตาข้างดีอยู่ในระดับ 6/18 , 20/60 , 6/60 , 20/200 หรือน้อยกว่านั้น มีลานสายตาเฉลี่ยสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา


บันทึกการเรียนครั้งที่ 1

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560

เวลา 08.30-12.30 น.




เด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ Children with special needs
เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ คือ Early Childhood with special needs
1.ทางการแพทย์ เรียกว่า เด็กพิการ ซึ่งหมายถึง เด็กที่บกพร่องทางกาย สติปัญญา จิตใจ
2.ทางการศึกษา ให้ความหายเด็กพิเศษว่า เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะของตัวเอง

พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
พัฒนาการ : การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆรวมทั้งบุคคล สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ : เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน อาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้าน หรือทุกด้าน ซึ่งหากเป็นด้านหนึ่งอาจส่งผลให้อีกด้านหนึ่งล่าช้าด้วย

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
1.ปัจจัยด้านชีวภาพ
2.ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
3.ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
4.ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.พันธุกรรม
2.โรคของระบบประสาท
3.การติดเชื้อ
4.ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
6.สารเคมี
7.การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการขาดสารอาหาร
8.สาเหตุอื่นๆ

อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ : พัฒนาการล่าช้าอาจจะพบมากกว่า 1 ด้าน , ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไป

แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.การซักประวัติ
2.การตรวจร่างกาย
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ